ถูกที่..ถูกเวลา..ถูกคน

Posted: กันยายน 12, 2009 in Articles

ปัญหาหนึ่งที่คนที่เริ่มทำธุรกิจเครือข่ายพบบ่อยมากก็คือการถูกปฏิเสธเมื่อไปชักชวน เพื่อน หรือคนรู้จักมาเข้าร่วมเครือข่าย หรือเข้ามาร่วมทำธุรกิจ เจอบ่อยครั้งเข้าจนกลายเป็นเหตุที่ต้องล้มเลิก และออกจากธุรกิจไป ผมได้มาวิเคราะห์หาสาเหตุ ว่าทำไมธุรกิจที่เราศึกษามาอย่างดีแล้วว่าเป็นธุรกิจที่ดี น่าสนใจ และหน้าทำ ทำไมคนอื่นๆ ถึงไม่สนใจและไม่เห็นด้วย บ้างครั้งรังเกียจเสียด้วยซ้ำ

ปัจจัย 3 ปัจจัย ที่ผมกล่าวก็คือ

ถูกที่
สถานที่ในการพูดเรื่องธุรกิจ เป็นปัจจัยแรกเลย ที่คุณต้องคำนึง เพราะถ้าสถานที่ดีคุณก็เท่ากับว่าคุณได้เปิดใจคนฟังไปแล้วครึ่งหนึ่ง และสถานที่ยังเป็นตัวสะท้อนภาพของธุรกิจ ในเมื่อคุณรู้ว่า ธุรกิจนี้ดี ทำแล้วสามารถสร้างฐานะและความมั่นคงตลอดไปได้ คุณก็ต้องจัดหาสถานที่ให้เหมาะสมกับธุรกิจด้วย อีกทั้งยังเป็นการให้เกียรติคนฟัง นอกจากหาสถานที่ดีแล้ว สิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบๆ สถานที่นั้นต้องเอื้ออำนวยในการพูดคุย เพราะการฟังต้องใช้สมาธิ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมต่อไปนี้คุณต้องพยายามหลีกเลี่ยง ได้แก่

- เสียงรบกวนต่างๆ

- ผู้คนในสถานที่นั้น (รวมทั้งลูกของผู้ฟังหรือของคุณเอง) ถ้าเป็นไปได้อย่าพามา

- เวลาที่สามารถใช้สถานที่ได้ คุณต้องแน่ใจว่าคุณสามารถใช้สถานที่นั้นได้จนจบการสนทนา

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คุณต้องเป็นผู้กำหนดและจัดเตรียม เวลาในการพูดเรื่องธุรกิจก็สำคัญ ต้องไม่ใช้เวลามากเกินไปหรือไม่น้อยจนเกินไป คนเราจะมีสมาธิในการฟังที่ดี ในช่วง 30 – 60 นาทีแรก ดังนั้นคุณไม่ควรจะใช้เวลาเกินกว่านี้ ควรจะมีเวลาให้ผู้ฟังได้ซักถาม และตอบข้อสงสัย เรื่องสถานที่บางครั้งคุณอาจจะใช้ที่ประชุมธุรกิจก็ได้ เป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดครับ เพราะเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศที่ดีไม่มีสิ่งรบกวน และยังมีผู้คนที่คุณอาจขอความช่วยเหลือได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็หาสถานที่ที่มีปัจจัยหนุนดังที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น

ถูกเวลา

“เวลา” ในที่นี้ผมหมายถึง ความพร้อมของผู้ที่คุณจะไปชักชวน ผมเชื่อว่าคนเราต่างก็มีช่วงเวลาสำหรับการจะทำอะไรๆ นอกเหนือจากที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยกันทั้งนั้น นักธุรกิจเครือข่ายที่ถูกปฏิเสธ อาจเป็นเพราะเข้าไปชักชวนผิดเวลา และยังใจร้อนพยายามกดดันผู้ฟัง โดยไม่สนใจว่าช่วงเวลาของเขาตอนนั้นเป็นช่วงที่เหมาะสมหรือไม่ จึงเป็นการสร้างความรำคาญให้กับผู้ฟัง เป็นเหตุที่ทำให้เขาปิดใจหรือไม่สนใจธุรกิจนี้อีกต่อไป คุณอาจจะเสียทั้งสมาชิกเครือข่ายหรือเพื่อนไปเลยก็ได้ ทางที่ดีคุณควรตรวจสอบเสียก่อนว่า เวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับเขาหรือยัง ทำได้โดยการพูดคุยเรื่องต่างๆ เช่นอาชีพ ความเป็นอยู่ ครอบครัว ปัญหาทั่วๆ ไป สุขภาพ งานอดิเรก เป็นต้น เรื่องเดียวที่คุณไม่ควรพูดก็คือ เรื่องธุรกิจเครือข่ายของคุณ การพูดคุยจะทำให้คุณได้ข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมของเขา และเพื่อที่คุณจะได้เตรียมข้อมูลเรื่องธุรกิจที่ถูกต้องเหมาะสม คุณอาจจะทำไม่สำเร็จได้อย่างที่คุณคาดหวังในตอนนี้ แต่คุณก็ยังไม่เสียเขาไป คุณเพียงแต่รอเวลา ช่วงที่เหมาะสมสำหรับเขาเท่านั้น

ถูกคน
คนทุกคนสามารถทำธุรกิจเครือข่ายได้ แต่คนทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อทำธุรกิจเครือข่าย ธุรกิจเครือข่ายก็คืออาชีพหนึ่งในหลายๆ อาชีพ ที่คนจะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ คุณจะต้องหาให้พบว่า ใครที่เป็นคนที่เหมาะสมและ เขาเลือกที่จะทำ ถ้าถามผมว่า “แล้วใครละที่จะเหมาะสม?” ผมตอบง่ายๆ ว่า “ก็คนที่ต้องการสิ่งที่ธุรกิจเครือข่ายจะให้นะซิ!!” ความมั่นคง อิสระทางเวลาและการเงิน ท่องเที่ยว ฯลฯ แน่ละสิ่งเหล่านี้คนที่ทำงานส่วนใหญ่ก็ต้องการด้วยกันทั้งนั้น แต่คนที่จะได้สิ่งเหล่านี้จากธุรกิจเครือข่าย ต้องเป็นคนที่ เข้าใจ ยอมรับ อดทน ไม่มีเงื่อนไขต่อการกระทำอันนำมาซึ่งความสำเร็จ คุณสมบัติเหล่านี้ เป็นคุณสมบัติของคนที่เหมาะสมที่จะเป็นนักธุรกิจเครือข่าย คุณต้องหาให้เจอ มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นจากการมองภายนอกได้ ดังนั้นคุณต้องพยายามอธิบายเรื่องราวของธุรกิจเครือข่าย แล้วให้เขาเป็นคนตัดสินใจเองว่า จะเลือกทำหรือเลือกที่จะไม่ทำ

“ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่มีการลงทุน”

ถ้ามีคนมาชวนคุณทำธุรกิจแล้วบอกว่า ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องขาย ไม่ต้องชวนคน ไม่ต้องทำอะไรเลย สมัครแล้วรอรับเงินอย่างเดียว ขอให้คุณพึงระวังไว้ว่า “คุณกำลังตกเป็นเหยื่อ” ธุรกิจทุกประเภทล้วนต้องมีการลงทุนด้วยกันทั้งนั้น จะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป จะเป็นการลงทุนทางตรงหรือทางอ้อม ในตอนนี้ผมจะกล่าวถึงการลงทุนที่จำเป็นในการทำ “ธุรกิจเครือข่าย”

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึง จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของธุรกิจเครือข่ายเสียก่อน จุดประสงค์ของการตลาดแบบเครือข่ายหรือธุรกิจเครือข่าย ก็คือการกระจายสินค้าให้กับลูกค้าทั่วไป หรือสมาชิกในเครือข่าย ที่แต่ละคนสร้างขึ้น ในเครือข่ายนั้นอาจจะมีทั้งสมาชิกที่สมัครเพื่อซื้อสินค้าราคาต้นทุน หรือสมัครเพื่อเข้ามาธุรกิจ สร้างเครือข่ายของตนเองก็ได้ หัวใจของธุรกิจเครือข่ายก็คือ “เปิดโอกาสให้ทุกๆ คน สามารถมีธุรกิจหรือเป็นเจ้าของธุรกิจได้”  ไม่จำกัด เพศ วัย  หรือฐานะ การศึกษาฯ ดังนั้นบริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่าย ก็ต้องออกแบบแผนการตลาดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของธุรกิจเครือข่าย

ที่นี้มาดูต้นทุนที่ต้องใช้ในการที่จะมีธุรกิจกันก่อน เริ่มต้นที่ ธุรกิจทั่วไป

การลงทุนหลักๆ ของธุรกิจทั่วไป ได้แก่

  1. การผลิตสินค้า ได้แก่ค่าใช้จ่ายเรื่อง การวิจัยพัฒนา ตั้งโรงงาน ค่าเครื่องจักร ค่าคนงาน ค่าขนส่ง  ฯลฯ
  2. การตลาด ได้แก่ค่าโฆษณา ส่งเสริมการขาย ค่าตั้งร้านค้า โชว์รูม คลังสินค้า ฯลฯ
  3. สำนักงาน ได้แก่ อุปกรณ์สำนักงาน ค่าระบบสำนักงาน ระบบบัญชี ระบบสินค้าคงคลัง ระบบการจ่ายค่าตอบแทน ฯลฯ
  4. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกัย ราชการต่างๆ เช่น ค่าจดทะเบียน ค่าภาษีต่างๆ

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่ผมนึกพอจะนึกออก คราวนี้มาดูว่าต้นทุนในการทำธุรกิจเครือข่าย ที่เราต้องลงทุน มีอะไรบ้าง

  1. การผลิตสินค้า ได้แก่ค่าใช้จ่ายเรื่อง การวิจัยพัฒนา ตั้งโรงงาน ค่าเครื่องจักร ค่าคนงาน ค่าขนส่ง  ฯลฯ
  2. การตลาด ได้แก่ค่าโฆษณา ส่งเสริมการขาย ค่าตั้งร้านค้า โชว์รูม คลังสินค้า ฯลฯ
  3. สำนักงาน ได้แก่ อุปกรณ์สำนักงาน ค่าระบบสำนักงาน ระบบบัญชี ระบบสินค้าคงคลัง ระบบการจ่ายค่าตอบแทน ฯลฯ
  4. ค่าใช้จ่ายด้านงานราชการต่าง เช่น ค่าจดทะเบียน ค่าภาษีต่างๆ
  5. ค่าสมัครสมาชิก เพื่อทำธุรกิจ เมื่อสมัครแล้วจะมีฐานะเป็น หุ้นส่วนของบริษัท ไม่ใช่ลูกจ้าง หรือ ตัวแทนบริษัท ค่าสมัครในธุรกิจเครือข่าย (แท้ๆ) จะไม่แพง ค่าสมัครนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ในการจัดทำคู่มือในการทำธุรกิจ สื่อต่างๆเช่นนิตยสารรายเดือน บริการข่าวสาร บัตรสมาชิก การสมัครจะไม่มีการบังคับให้ซื้อสินค้าควบคู่ไปกับการสมัคร
  6. ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ธุรกิจ คือค่าใช้จ่ายที่คุณเป็นผู้กำหนด เช่นค่าเดินทางมาร่วมประชุมธุรกิจที่จัดขึ้น ค่าหนังสือเอกสาร สื่อต่างๆ เทป ซีดี เหล่านี้แล้วแต่คุณต้องการ
  7. ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า อันนี้ก็ไม่ได้บังคับ จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ แต่ถ้าคุณทำธุรกิจคุณมีสินค้าที่บริษัทของคุณผลิต คุณยังจะไปซื้อสินค้าของบริษัทอื่นๆ อยู่อีกหรือ
  8. ต้นทุนเวลา คุณต้องให้เวลาและความสำคัญในการทำธุรกิจเครือข่าย เหมือนที่ให้กับธุรกิจอื่นๆ เพียงแต่ธุรกิจเครือข่าย นั้นอาจจะใช้เวลามากในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อธุรกิจคุณเติบโตแล้ว ธุรกิจเครือข่ายก็จะให้เวลามากมายคืนมาให้คุณเช่นกัน
  9. ต้นทุนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ก็คือ “ใจ” ใจของคุณนั่นเอง ที่ผมบอกว่าสำคัญที่สุดก็เพราะว่า ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่เข้าง่าย ออกก็ง่าย มีทั้งคนสำเร็จ คนไม่สำเร็จ คนที่ทำจริง คนที่โดนหลอก คนพูดจริง คนให้ร้าย ดังนั้น ถ้าคุณไม่ลงทุน “ใจ” มากๆ คุณก็จะหวั่นไหวต่อเสียงต่างๆ รอบข้าง ที่จะนำพาคุณออกนอกเส้นทางของเป้าหมายของคุณ

คุณจะต้องทบทวนและเน้นย้ำตัวคุณเองเสมอๆ ว่า ทำไมคุณถึงเข้ามาทำธุรกิจ คุณเข้ามาทำก็เพราะคุณพิจารณาและตัดสินใจแล้วว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายที่คุณต้องการได้ คุณเรียนรู้ว่าธุรกิจนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไร ดีอย่างไร อย่าให้สิ่งแวดล้อมมามีอิทธิพลเหนือคุณและขัดขวางความสำเร็จของคุณ เพราะความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็น

“ความสำเร็จของคุณ”

เปิดใจ

Posted: กันยายน 6, 2009 in Articles

เปิดใจ

ทำไมผมต้องเขียนถึงเรื่องนี้ ก็เพราะเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการทำธุรกิจเครือข่าย ที่ถูกลืมหรือไม่ได้ถูกกล่าวถึงสักเท่าไรนัก เมื่อคุณเริ่มเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย

เปิดใจ

เป็นการกระทำ มีลักษณะ ตั้งใจ ทำอย่างจริงจัง มีสมาธิ ไม่มีอคติ ไม่มีข้อแม้ เช่นการฟัง การคิด การเชื่อ ถ้าคุณทำอะไรอย่างเปิดใจแล้ว ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้ จะออกมาอย่างที่คุณต้องการ

เปิดใจ

เป็นวิธีการ ของผู้ที่ชักชวนคุณเข้ามาร่วมทำธุรกิจ หรือมาเป็นสมาชิกในเครือข่ายพยายามบอกกับคุณ ทำไมต้องเปิดใจ? ก็เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องที่เขากำลังบอกกับคุณหรือเข้าใจเรื่องที่คุณกำลังจะได้ฟัง เพราะถ้าคุณไม่เปิดใจฟัง เปิดใจที่จะรับรู้เรื่องใหม่ๆ แล้ว ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ อย่างนี้จะเป็นการเสียเวลาด้วยกันทั้งสองฝ่าย การเปิดใจ เพื่อนำสิ่งใหม่ๆ เข้าไป คุณก็ต้องละหรือลืมเรื่องที่เคยรับรู้มาชั่วคราวเสียก่อน จึงจะรับสิ่งใหม่เข้าไปได้

เปิดใจ

เป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเครือข่าย หรือธุรกิจอะไรก็ตามที่ไม่เคยทำหรือรู้เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจนั้นมาก่อน บางคนเปิดใจฟังธุรกิจอื่นๆ แต่ไม่เปิดใจกับธุรกิจเครือข่าย เป็นเพราะเคยรับรู้เรื่องราวของธุรกิจเครือข่ายมาก่อนบ้าง ผมอยากให้คุณให้โอกาสธุรกิจเครือข่ายเหมือนกับการให้โอกาสกับธุรกิจอื่นๆ ผมเชื่อว่าถ้าคุณเปิดใจแล้วคุณจะได้รู้เรื่องราวในอีกๆ หลายด้านของธุรกิจเครือข่าย ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

เปิดใจ

ถ้าคุณอ่านมาถึงตอนนี้ แสดงว่าคุณได้ “เปิดใจ” ตัวคุณเองแล้ว ขอบคุณครับ

สินค้าใน ธุรกิจเครือข่าย ทำไมต้องเป็น อาหารเสริม หรือ เครื่องสำอางค์ ?

คุณเคยสังเกตหรือไม่ครับว่าสินค้า ของบริษัทขายตรง หรือ ธุรกิจเครือข่ายทั่วไป มักจะหนีไม่พ้น อาหารเสริม หรือ เครื่องสำอางค์ แล้วเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องเป็น อาหารเสริม หรือ เครื่องสำอางค์ ? …

คำตอบนั้นง่ายมากครับ “ก็เพราะมันขายง่ายนะสิ” ครับ ไม่ผิดหรอกครับ “ขายง่าย” หลายคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะทำมาตั้งนานแล้วยังขายไม่ค่อยได้เลย แล้วทำไมบอกว่า “ขายง่าย”

โดยหลักธุรกิจทั่วไปแล้ว การจะตั้งบริษัทผลิตสินค้าหรือขายสินค้าต่างๆ นั้น อยู่ๆ นึกอยากจะตั้งก็ตั้งคงไม่ได้ ใช่ไหมครับ ก่อนอื่นใดต้องทำการวิจัยตลาดหรือความต้องการของลูกค้าเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็กก็ตาม ก็ต้องทำการสำรวจตลาดเช่นกัน บริษัทขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายก็ต้องยิ่งทำการวิจัยอย่างมากและอย่างละเอียด ผมจึงสรุปได้อย่างง่ายๆ ว่า อาหารเสริมและเครื่องสำอางค์ เป็นสินค้าที่ได้วิจัยและรับรองมาแล้วว่าขายง่าย หรือ ขายดี นั่นเอง

ที่นี้มาลองหาเหตุผลกัน ว่าทำไมสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้จึงขายดี

เนื่องจากอาหารเสริมและเครื่องสำอางค์ จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า ร่างกายและสุขภาพ (Health and Body) ซึ่งครอบคลุมถึงสองกลุ่มหลักของปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต คือ อาหาร และ ยารักษาโรค แม้ว่าอาหารเสริมจะไม่ใช่อาหาร หรือ ยารักษาโรคก็ตาม แต่อาจกล่าวได้ว่า อาหารเสริมสามารถป้องกันการเกิดโรคก็ได้ เนื่องจากเป็น 2 ใน 4 ของปัจจัยการดำรงชีวิต ทุกคนจึงจำเป็นต้องใช้ บางคนอาจแย้งว่าไม่จำเป็นสำหรับตัวเขาเลยเพราะสามารถหาอื่นมาทดแทนได้ เช่นทานอาหารให้ครบ หรือไม่ใช่คนที่ชอบเครื่องสำอางค์ ใช่ครับ ไม่ผิด ถ้าอาหารที่ทานเข้าไปนั้นมีสารอาหารครบและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย(และไม่มีสารพิษ) หรือ เครื่องสำอางค์อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อบางคน แต่เครื่องสำอางค์ในความหมายของธุรกิจเครือข่ายนั้น ครอบคลุมสินค้ากลุ่มที่ใช้กับร่างกายด้วย เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรือ ยาสระผม ฯลฯ เหล่านี้ ยังจำเป็นต่อคุณอยู่ใช่ใหมครับ

“ ผมเข้ามาทำธุรกิจ ตั้งนานแล้วยังขายไม่ได้สักชิ้นเลย” ผมว่าไม่จริงหรอกครับ อย่างน้อยคุณคนหนึ่งละที่ซื้อใช้ หรือว่า ตัวคุณเองก็ไม่ซื้อครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมบอกได้เลยว่าคุณไม่สามารถไปขายหรือไปชวนใครให้มาใช้สินค้าของคุณได้ ก็เพราะคุณเองยังไม่ซื้อสินค้าของคุณเองมาใช้เลย!!

การที่จะขายได้หรือขายง่ายนั้น ในธุรกิจเครือข่ายต้องทำให้ถูกวิธีครับ เริ่มที่ตัวคุณเอง แล้ว ค่อยๆ ขยายออกไป คุณจะพบว่า สินค้าของคุณนั้นขายได้และขายง่าย

ที่นี้ผมจะย้อนกลับไปถึง การเลือกบริษัทธุรกิจเครือข่าย เมื่อคุณรู้แล้วว่าสินค้า สองกลุ่มนี้เป็นสินค้าที่ขายได้และขายง่าย คุณจึงต้องเลือกที่จะเข้าร่วมกับบริษัทที่ผลิตสินค้าทั้งสองกลุ่ม และยังต้องมีคุณภาพดีที่สุด ส่วนสินค้าอื่นๆ เป็นส่วนประกอบในการทำธุรกิจของคุณ และลูกค้าคนแรกของคุณก็คือ ตัวคุณเอง

เชื่อ และ ลงมือทำ

Posted: สิงหาคม 21, 2009 in Articles

“เชื่อ”…แล้วจึง “ลงมือทำ”

หรือ

“ลงมือทำ” แล้วจึง…”เชื่อ”

ฟังผิวเผินแล้ว ไม่น่าต่างกัน แต่ถ้าคิดดูให้ดีแล้วต่างกันอย่างมาก ต่างกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย นี่เป็นจุดสำคัญที่นักธุรกิจเครือข่าย หรือนักธุรกิจทั่วไปต้องทราบ

ที่นี้เรามาลองคิดถึงความแตกต่างของลำดับทั้งสองดูว่า อย่างไหนควรจะมาก่อน “เชื่อ” หรือ “ลงมือทำ” เริ่มจากการถามตัวเองหรือคนอื่นๆ ก่อนว่า ถ้าคุณหรือเขาคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว หรือเป็นลูกจ้าง ข้าราชการ หรือ อาชีพอิสระ เช่นหมอ วิศวกร ฯลฯ คุณจะ “เชื่อ” ว่าคุณผลิตได้ ขายได้ หรือรักษาคนไข้ได้ ก่อน “ลงมือทำ” หรือ “ลงมือทำ” ก่อนแล้วจึง “เชื่อ” ว่า คุณทำได้ ผมว่าคำตอบก็คงเหมือนกันใช่ไหมครับ คือ ต้อง “เชื่อ” ก่อนสิ ถึงจะ “ลงมือทำ” ได้ เช่นถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตสินค้า คุณก็จะต้อง “เชื่อ” ว่าสินค้าที่คุณผลิต จะต้องขายได้ จะต้องทำกำไรให้คุณได้ หรือถ้าคุณเป็นหมอ คุณก็ต้อง “เชื่อ” ว่าคุณสามารถรักษาคนไข้ได้ก่อนที่จะ “ลงมือ” รักษาใช่ไหมครับ หรือถ้าคุณเป็นลูกจ้าง นายจ้างคุณก็ต้อง “เชื่อ” ว่าคุณต้องทำงานได้ จึงจะรับคุณเข้าทำงานใช่ไหม ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะสรุปได้หรือไม่ว่า ความ “เชื่อ” ต้องมาก่อน

แล้วถ้าเราสลับที่กันละครับ จะเกิดอะไรขึ้น คุณผลิตสินค้าอะไรก็ได้ที่อยากผลิต ผลิตมาแล้วจึง “เชื่อ” ว่ามันจะขายได้ หรือถ้าคุณเป็นหมอ คุณทำการรักษาคนไข้ก่อน แล้วจึง “เชื่อ” ว่าเขาต้องหาย หรือถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณไม่ต้องสัมภาษณ์ หรือดูหน้าตาคนสมัครงาน จ้างมาทำงานก่อน แล้วเชื่อว่าเขาหรือเธอสามารถทำงานให้คุณได้ อย่างนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผมคงไม่ต้องบอกผลลัพธ์

ลำดับ “ความเชื่อ” และ “ลงมือทำ” ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจเครือข่าย คือต้อง “เชื่อ” ก่อนแล้วจึง “ลงมือทำ”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่เข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ “เชื่อ” ในธุรกิจนี้ก่อนแล้วจึง “ลงมือทำ” บ้างก็เชื่อเพราะคนอื่นทำให้เชื่อ บ้างก็เชื่อเพราะไม่เสียหาย บ้างก็เชื่อไปอย่างนั้น บ้างก็เข้ามาลองทำซะก่อนว่า ทำได้หรือไม่ได้ แล้วค่อยตัดสินใจ ด้วยเหตุนี้ คนที่เข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่จึงไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเลิกไป ก็เป็นเพราะว่าเรียงลำดับคำว่า “เชื่อ” และ “ลงมือทำ” สลับกัน หรือเป็นเพราะอาจจะไม่ได้มองธุรกิจเครือข่ายเป็นเหมือนธุรกิจทั่วๆ ไป ที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะลักษณะทางกายภาพของธุรกิจเครือข่ายเอง คือลงทุนน้อย ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีสำนักงาน ไม่มีโรงงาน ฯลฯ ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ล้มเลิกคือ คนที่ “ลงมือทำ” ก่อน แล้วจึง “เชื่อ” อย่าลืมคำว่า ความสำเร็จไม่ได้มาในชั่วข้ามคืน ธุรกิจเครือข่ายก็เช่นกันครับ ต้องทำอย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง อดทน และใช้เวลา เหมือนๆ กันกับธุรกิจอื่นเช่นกัน แต่คนที่มาลองทำ ไม่สามารถจะอดทนรอความสำเร็จได้ ก็สรุปว่า ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แล้วก็เลิกล้ม เลิก “เชื่อ” แล้วก็หยุด “ลงมือทำ”

ผมจึงอยากให้คุณ หรือผู้ที่คิดจะเข้ามาธุรกิจเครือข่าย จัดลำดับของคำว่า “เชื่อ” และ “ลงมือทำ” ให้ถูกต้องเสียก่อนจะทำสิ่งใดๆ แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเข้ามาในธุรกิจนี้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

ทำธุรกิจเครือข่าย ทำไมต้องประชุม? (3)

ภาคโรงเรียนสอนธุรกิจ

บริหารธุรกิจ

บริหารองค์กร

บริหารบุคคล

การตลาด

การเงิน ฯลฯ

วิชาเหล่านี้มีการเรียนการสอนกันเฉพาะในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยใช่ใหมครับ วิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่คุณควรรู้ ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการ แล้วถ้าคุณไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ละ คุณจะไปหาที่เรียนได้ที่ไหน ผมอยากจะแนะนำที่ที่หนึ่ง ที่มีการสอนวิชาเหล่านี้ ที่นั้นก็คือ “ที่ประชุมธุรกิจเครือข่าย”

ในตอนที่ (1) ผมได้เล่าให้ฟังว่าเพราะเหตุใดผมจึงได้ไปเข้าประชุมธุรกิจเครือข่าย และในตอนที่ (2) เป็นเรื่องการประชุมครั้งแรกของผม ส่วนตอนที่ (3) นี้เป็นตอนที่เป็นการประชุมครั้งที่สองของผม การประชุมครั้งนี้ผมจะได้อะไรจากการประชุมอีกบ้าง

การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่สอง ของผม เป็นการไปประชุมด้วยความสมัครใจนะครับ ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว ผมเกิดความสนใจในธุรกิจนี้ และอยากที่จะศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจนี้เพิ่มเติม คราวนี้ผมเลยสมัครใจมาเพื่อเรียนรู้ พอมาถึงผมได้พบว่านอกจากห้องที่ผมเข้าไปฟังบรรยายเรื่องธุรกิจในครั้งแรกแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ห้องที่มีการบรรยาย ผมจึงถามคนที่ชักชวนผมมาว่า การบรรยายในแต่ละห้องนั้น เหมือนกันหรือเปล่า เขาบอกว่า ไม่เหมือนกัน คราวที่แล้วห้องที่ผมเข้าไปฟัง เป็นห้องที่บรรยายให้กับคนใหม่หรือคนที่เริ่มต้นธุรกิจ เมื่อมีความเข้าใจในธุรกิจแล้ว ให้เลือกเข้าฟังในเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องการทำธุรกิจ เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ และความงาม และเรื่องการตั้งเป้าหมายหรือทำธุรกิจให้สำเร็จ ฯลฯ จะบรรยายหมุนเวียน ไปในแต่ละสัปดาห์

ผมได้เข้าไปร่วมประชุมอีกหลายครั้ง และ ได้เข้าไปฟังในแต่ละห้อง ผมพบว่าการบรรยายในแต่ละห้อง เนื้อหาจะเน้นในเรื่องธุรกิจเสียส่วนใหญ่ ไม่มีการขายสินค้าหรือบังคับซื้อสินค้า (อย่างที่เพื่อนผมเคยบอก) เรื่องธุรกิจที่ว่านั้นจะบรรยายในลักษณะที่ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์วิชาการอะไรมากมายนัก เพราะพื้นฐานความรู้ของผู้เข้าฟังมีหลายระดับ เนื่องจากผมมีความรู้ในเรื่องธุรกิจอยู่บ้าง ผมจึงรู้ว่าเนื้อหาที่บรรยายนั้นเหมือนกับวิชาธุรกิจที่เรียนกันในมหาวิทยาลัยนั่นเอง แถมยังสอดแทรกประสบการณ์จากการนำไปใช้จริงอีกต่างหาก ผมคิดว่าถ้าคุณสนใจจะเรียนรู้ในเรื่องการทำธุรกิจ คุณลองเข้าไปฟังสักครั้งซิครับ และถ้าคุณสนใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ก็จะอีกห้องที่บรรยายเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสุขภาพ อาหาร โภชนาการ โรคต่างๆ

และถ้าสนใจเกี่ยวกับความสวยความงาม ก็มีห้องบรรยายเรื่อง การบำรุงผิว การแต่งหน้าต่างๆ และเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพความงามอื่นๆ

ถ้าคุณคิดว่าการเข้าประชุมเป็นเรื่องเสียเวลา ผมแนะนำให้คุณลองเข้าไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบว่า การประชุมของธุรกิจเครือข่าย ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ

“ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นครับ ”

ภาคเนื้อหา – การประชุมครั้งแรก

ในตอนที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังว่า ทำไมผมถึงได้ไปประชุม หลายคนคงคิดว่า ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร เพราะตัวเขาเองก็เจอมาเหมือนกัน ผมเชื่อครับว่าไม่ได้มีแต่ผมเท่านั้นที่เจอเหตุการณ์อย่างนี้ แต่ผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรนั้น ผมไม่อาจจะทราบได้ครับ แต่สำหรับผม ผมได้เจอกันสิ่งที่ผมต้องการแล้ว

เอาละครับ ตอนนี้ผมจะอธิบาย (ด้วยเหตุผลของผม) ว่าทำไมการทำธุรกิจเครือข่าย จึงต้องมีการประชุม

เพื่อให้รู้ (จริง) ว่า ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร
ผมเรียกการประชุมนี้ว่า “การประชุมทางธุรกิจ” เพราะการประชุมนี้เนื่อหาจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจทั้งสิ้น ตัวอย่างหัวข้อการประชุมเช่น

- ธุรกิจนี้คืออะไร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจ

- การทำธุรกิจจะเริ่มอย่างไร

- ผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจ

การบรรยายจะบรรยายโดยคนที่ทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือมืออาชีพ ซึ่งสามารถถ่ายทอดให้รายละเอียดและตอบคำถามคุณได้ จริงอยู่ที่คุณสามารถหาหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจนี้ มาอ่านเองได้ แต่การอ่านหนังสือคุณจะได้ข้อมูลเพียงด้านเดียว เนื่อหาและศัพท์ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์วิชาการและจะอธิบายในภาพกว้างๆ ไม่ได้เฉพาะหรือเจาะจงบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ซึ่งบริษัทธุรกิจเครือข่ายแต่บริษัทนั้น จะมีแผนการตลาดและการจ่ายผลตอบแทน และรายละเอียดปลีกย่อย ที่แตกต่างกัน การที่เราได้ฟังจากตัวจริงหรือมืออาชีพโดยตรงจะดีกว่าอ่านหนังสือมากครับ ถ้าเรามีคำถามเราสามารถสอบถามได้ทันที และแหล่งความรู้อีกแห่งหนึ่งคือ อินเตอร์เน็ต แหล่งข้อมูลนี้ผมไม่อยากแนะนำ ในตอนเริ่มต้นที่คุณจะศึกษา จริงอยู่ที่อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด แต่ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตก็มีทั้งที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้าคุณเป็นคนที่เริ่มศึกษาหรือเป็นคนใหม่ในธุรกิจนี้ คุณอาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลไหน จริงหรือข้อมูลไหนไม่จริง ทางที่ดีผมแนะนำให้อ่านหนังสือหรือไปเข้าร่วมการประชุมสักครั้งเพื่อเป็นฐานความรู้

ทำแล้วได้อะไร?
ข้อนี้น่าสนใจ เพราะถ้าทำแล้วไม่ได้อะไร คงไม่มีคนหลั่งไหลเข้ามาในธุรกิจนี้ (มีทั้งไหลเข้าและไหลออก) ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม จะเป็นงานประจำหรือธุรกิจส่วนตัว คุณก็ต้องรู้แหล่งที่มาของรายได้ เนื้อหาส่วนนี้จะเป็นการเปรียบเทียบรายได้ที่ได้จากธุรกิจเครือข่าย กับธุรกิจอื่นหรืองานอื่นๆ ทั่วๆ ไป

โอกาส?
โอกาสของคุณในการทำธุรกิจ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ และได้รับผลตอบแทนตามแผนธุรกิจ เพื่อการตัดสินใจ

ทางเลือก?
ทำไมธุรกิจเครือข่าย จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ส่วนการเลือกที่จะทำหรือเลือกที่จะไม่ทำ อยู่ที่คุณตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

ลองให้โอกาสตัวเองสัก 2 ชั่วโมงครับ แล้วตัดสินด้วยตัวคุณเองว่า ธุรกิจนี้

“ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

มีต่อตอน (3) นะครับ

ทำธุรกิจเครือข่าย ทำไมต้องประชุมด้วยละ? (1)

ผมก็เป็นคนหนี่งที่สงสัย เมื่อได้ถูกเชื้อเชิญ ให้เข้าร่วมธุรกิจนี้ แต่ผมเป็นคนที่มีอย่างหนึ่งว่า ถ้าจะรู้อะไรแล้วต้องรู้ให้จริง ลองให้จริงเสียก่อนที่จะตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี ผมจึงได้เข้าไปร่วมประชุมธุรกิจนี้ ก่อนไปผมก็ลองถามเพื่อนๆ ดูว่าเขาเคยถูกชักชวนไปประชุมอย่างที่ผมถูกชวนหรือไม่ ปรากฏว่ามีหลายๆ คนที่เคยถูกชวนให้เข้าไปร่วมประชุม เขาบอกว่า

“ไม่เห็นมีอะไร เขาให้เขาไปนั่ง แนะนำตัว แล้วพูดจาหว่านล้อมให้สมัคร แล้วก็สาธิตหรือบรรยายสรรพคุณสินค้า แล้วก็ชักชวนให้ซื้อสินค้า ซึ่งก็แพงแสนแพง”

พอผมได้ฟัง ก็รู้สึกหวาดๆ เหมือนกัน เพราะฟังแล้วเหมือนกับว่า เขาจะชวนเราไปเข้าห้องเชือด ยังไง อย่างนั้น แต่เมื่อรับปากคนที่มาชวนแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเกรงใจนั่นเอง แต่ก็คิดว่าถ้าที่ประชุมเป็นอย่างที่เขาเล่าให้ฟัง ผมก็จะต่อต้าน หรือไม่ให้ความร่วมมือ และไม่ยอมสมัครหรือซื้อสินค้า ใครจะมาทำอะไรผมได้ !!

พอใกล้วันที่จะประชุม ผมก็พยายามหาเรื่องที่จะไม่ไปประชุมด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ เพราะคิดว่าคงเหมือนกับที่คนอื่นๆ เล่าให้ฟัง ผมกะไว้ว่า ถ้าเพื่อนผมคนที่ชวนไม่โทรมาตาม ผมก็กะว่าจะบอกว่าลืมเพื่อที่จะได้ไม่ไป แต่พอถึงวันก่อนที่จะมีประชุม เพื่อนผมก็โทรมายืนยัน ว่าขอให้ไปให้ได้ ผมจึงต้องจำใจตอบตกลงไป โดยมาคิดว่าถ้าผมปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ ที่คิดขึ้นมาเพื่อที่จะไม่ไป ผมก็จะต้องกลายเป็นคนที่พูดโกหกแน่เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบ ก็เลยตัดสินใจว่า ไปประชุมซักครั้ง นั่งฟังเฉยๆ ซักสองชั่วโมง ครั้งเดียวคงไม่เสียหายอะไร เพื่อให้คนที่ชวนผมจะได้ไม่มาชวนผมอีก ผลเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ โปรดติดตามต่อไปได้เลย

พอถึงที่ประชุม ผมก็พบว่า ไม่ใช่มีแต่ผมคนเดียวที่ถูกชักชวนให้เข้าร่วมประชุม มีคนอีกมากมาย ที่มาเพื่อเข้าประชุม ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ อย่างที่คนอื่นเล่าให้ผมฟังก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าคงจะมีคนแบบเดียวกับผม ที่กะว่าจะเข้ามาประชุมเพียงครั้งเดียว แล้วเลิกกัน ผมยังพบอีกว่า มีคนหลายๆ อาชีพ ทั้งคนทำงานบริษัท นักศึกษา ข้าราชการ หรือ คนที่ทำธุรกิจส่วนตัว เข้ามาเพื่อประชุม ระหว่างที่รอเวลา ผมได้มีโอกาสถามคนที่มาประชุมว่า เขามาประชุมกันเรื่องอะไรกันหรือ แล้วเขามาประชุมกี่ครั้งแล้ว เขาบอกว่า เขามาประชุมทุกครั้งที่จัดประชุม การประชุมจะบรรยายเกี่ยวกับธุรกิจ และเรื่องอื่นๆ โดยเขาบอกให้ผมลองตั้งใจฟังดูสักครั้งว่าเป็นอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ ขอให้ทิ้งเรื่องที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับธุรกิจนี้ไปเสียก่อน แล้วตั้งใจฟัง ให้จบแล้วค่อยตัดสินด้วยตัวเองว่า ธุรกิจนี้เป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีอย่างไร ถ้าคุณไม่สนใจ ก็ไม่เป็นไร ชีวิตคุณก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ผมได้ฟังอย่างนั้นแล้ว ผมจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เพราะจากที่เขาพูด มันก็มีเหตุผล ยังไงก็มาแล้ว ลองดูสักครั้ง จะเป็นไรไปละ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ ไม่ค่อยจะเชื่อหรือคล้อยตามใครง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผลที่สมควร มาสนับสนุน แต่หลังจากประชุมในวันนั้นเสร็จสิ้นลง ผมได้กระซิบบอกกับคนที่ชวนผมมาว่า

“ขอใบสมัครให้ผมชุดหนึ่งซิ ผมเจอสิ่งที่ผมต้องการแล้ว!!”

Mind Map

Posted: มิถุนายน 23, 2009 in Articles

mind-map

“คนเราจะจำสิ่งหนึ่ง สิ่งใดได้มาจากเหตุผลสองประการ คือ สิ่งนั้นมีความสำคัญกับชีวิตเรา เราจึงจะจำ ส่วนข้อสองก็คือเกิดจากการทำซ้ำบ่อย ๆ จนจำได้ไปเอง เช่น ชื่อ ชื่อเราจำได้ เพราะมีความสำคัญกับเรา มนุษย์จำได้ว่าอะไรเป็นพิษ กินแล้วตาย ฯลฯ แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งสำคัญ เรามักจะไม่จำ ดังนั้นเราจึงต้องทำซ้ำ ๆ แต่คนเราก็ไม่อยากทำซ้ำบ่อย ๆ จึงต้องหาทางทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“การลืมกับการจำ ก็เหมือนหยินหยาง ทุกอย่างที่ได้มามันก็จะเก็บไว้ในสมองเรา แต่ว่า การลืมคือเราดึงออกมาใช้ไม่ได้ คนเราคิดว่าฟังครั้งเดียว เห็นแล้ว แล้วคิดว่าจะจำได้ แต่มันไม่ใช่ ต้องทำซ้ำ ๆ ถ้าใช้ Mind Mapจะเน้นการทำงานของสมองทั้งสองซีก ซึ่งจะนำไปสู่ความจำ ยกตัวอย่างเหมือนเราเห็นตัวหนังสือ เราจะจำไม่ค่อยได้ แต่พอเป็นภาพเป็นสี เราจำง่ายขึ้น เพราะสมองเราจะจำเป็นภาพ เราก็เอาความคิดความรู้ที่มีมาทำให้เป็นภาพเป็นสี เราก็จะจำได้”

กฎง่าย ๆ ของการใช้ Mind Map

1. แก่นแกน (ภาพหัวเรื่อง) มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป
2. ห้ามล้อมแก่นแกนด้วยเส้นรอบวงใด ๆ ทั้งสิ้นเว้นแต่ว่ามีนัยสัมพันธ์กับเรื่องนั้น ๆ
3. เส้นของกิ่งแก้วต้องเชื่อมโยงกับแก่นแกนเสมอ
4. กิ่งก้อยที่แตกออกจากกิ่งแก้วควรมีสีเดียวกับกันเพื่อให้จำง่าย
5. เส้นต้องมีความยาวสัมพันธ์กับคำหรือภาพ
6. ต้องแตกกิ่งที่จุดสุดท้ายของเส้นเสมอ
7. เส้นทุกเส้นของกิ่งแก้วและกิ่งก้อยต้องเชื่อมโยงกัน อย่าเขียนให้ขาดหรือแหว่ง
8. คำยิ่งสั้นยิ่งดี
9. เวลาเขียน Mind Map บนกระดาษแผ่นเดียว อย่าหมุนกระดาษจนเป็นวงกลม จนทำให้คำบางคำกลับหัว
10. ห้ามเขียนภาพ หรือคำแล้วล้อมด้วยวงกลมหรือรูปเหลี่ยม
11. ห้ามเขียนคำ/ภาพปิดท้ายเส้น
12. ห้ามเขียนคำคำ/ภาพทั้งบนและใต้กิ่งเดียวกัน
13. ไม่ควรใช้วลีหรือประโยคใน Mind Map เลือกแต่คำที่เป็นประเด็นหลักเท่านั้น

ใช้แก้ปัญหา-ระดมสมอง

“อาจกล่าวได้ว่า Mind Map เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์หลากหลาย ใช้แก้ปัญหาก็ได้ เพราะเราสามารถเอาสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหามาวางใส่ในแมป พอเห็นประเด็นปัญหาก็จะเห็นข้อมูลที่มันเชื่อมโยง พอเห็นภาพรวม ก็จะทราบว่าปัญหาแบบนี้จะมีทางออกกี่ทาง อะไรคือปัญหาหลักปัญหารอง พอมองปัญหาจากมุมนี้ ทางเลือกและการตัดสินใจก็น่าจะดีกว่า เราสามารถระดมความคิด หาวิธีแก้ปัญหามา ว่าจะแก้ยังไง คิดได้เป็นกระบวนการมากขึ้น”

ปัญหาหนักใจ

“สิ่งที่ผมห่วงและกังวลคือการใช้ฟอร์มผิดกันเยอะ เด็ก ๆ รู้จัก Mind Mapผ่านกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่เขียนถูก ส่วนมากจะลากเส้นไว้ แล้วก็มีวงกลม จากนั้นก็ให้เด็กเอาความคิดไปใส่วงกลม หารู้ไม่ว่านั่นคือการล้อมความคิดไว้ ซึ่งเป็นการเขียนที่ผิด”

“ วิธีที่ถูกมันดีกว่าวิธีที่ผิดเยอะเลย ผิดกับถูกมันต่างกันยังไง ถ้าคุณไปล้อมความคิดด้วยวงกลม สุดท้ายแล้วจะทำให้ความคิดไม่สามารถต่อยอดได้ เมื่อมันคิดไม่ออก คิดไม่ได้ ก็ไม่น่าจำ วันหนึ่งเด็กก็อาจจะคิดว่า Mind Mapไม่เห็นได้เรื่องเลย แต่ถ้าสอนสิ่งที่ถูกต้องมันช่วยให้เขาได้ทั้งสองอย่าง คือทั้งจำได้และคิดได้”

“ ในเรื่องของการศึกษา กระทรวงฯ จะมีบทบาทเยอะ คนจะเชื่อกระทรวง เชื่อศึกษานิเทศก์ แต่บางทีการนำเสนอผิด ๆ ก็ทำให้ทั่วทั้งประเทศผิดไป มันเหมือนกับว่า เราเป็นครูสอนพละ แล้วเราเอาลูกรักบี้มา บอกว่านี่คือฟุตบอล ตอนนี้เด็กไทย 70 – 80เปอร์เซ็นต์กำลังนึกว่าลูกรักบี้คือลูกฟุตบอล ทางแก้คือให้เผยแพร่ในสิ่งที่ถูกต้องออกไปให้มากที่สุด ซึ่งก็โชคดีที่ในรุ่นต่อ ๆ มามีครูมาเรียนหลายคน”

“ความฝันของผมคืออยากให้คนไทยใช้ Mind Mapให้ถูกต้อง ใช้แมปเพื่อความคิดสร้างสรรค์ ใช้แก้ปัญหาของตัวเอง เพราะใน พ.ศนี้ คนไทยคิดไม่ค่อยเป็น Mind Mapอาจไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดแต่มันช่วยให้เราคิดเป็น ทำให้อนาคตของเราแต่ละคนก้าวไปข้างหน้าได้ดีขึ้น”

มาเปิดร้านสะดวกซื้อกันดีกว่า

ขึ้นต้นมาดูเหมือนง่ายนะครับ  บางคนคงหัวเราะและนึกในใจว่า “ถ้านึกจะเปิดแล้วเปิดได้ก็ดีนะสิ ก็มันไม่มีทุน ไม่มีทำเลดีๆ แล้วก็กลัวขาดทุนด้วย ถ้ามีฉันเปิดไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาชวนหรอก !!”  หลายๆคนคงได้แต่นึก ได้แต่ฝัน หรือบางคนอาจจะไม่ฝันเลยก็ได้ เพราะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก การที่จะมีร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง สักร้าน  

                ผมจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ นะครับ ว่าการที่จะมีร้านสะดวกซื้อหรือร้านค้าประเภทนี้ได้ คุณจะต้องมีหรือต้องเตรียมอะไรบ้าง  ก่อนอื่นคุณต้องมี

1)    ทุนที่จะไปซื้อยี่ห้อ หรือแฟรนไชน์ ที่คุณเห็นว่าจะทำกำไรให้คุณได้ ยิ่งดังก็ยิ่งแพง

2)    ทำเลที่ดี อาจเป็นที่ของคุณเองหรือที่เช่าก็ได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่เจ้าของแฟรนไชน์กำหนด (อยู่ในชุมชน ติดถนน หน้ากว้าง ฯลฯ)

3)     ค่าก่อสร้างร้าน ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่า เบล็ดเตล็ด คุณเป็นคนรับผิดชอบ

4)    ค่าสินค้าที่จะวางขายในร้านคุณเป็นคนรับผิดชอบ รวมไปถึงค่าเสียหาย หรือสูญหายของสินค้าด้วย

5)    คุณไม่สามารถขยายสาขาได้ตามใจชอบ  เพราะแฟรนไชน์ที่คุณซื้อ จะใช้ได้เพียงสาขาเดียวเท่านั้น

6)    กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ใกล้ๆ ร้านเป็นหลัก

7)    รายได้จะถูกแบ่งเป็นสัดส่วนตามกติกาที่เจ้าของแฟรนไชน์ กำหนดรายได้คิดจากร้านสาขาของคุณเพียงร้านเดียวเท่านั้น

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่คุณต้องรู้นะครับ พอคุณได้แฟรนไชน์ ให้เปิดร้านได้แล้ว คุณก็จะไม่ต้องทำอะไรเลย เจ้าของแฟรนไชน์จะเข้ามาทำให้คุณหมดทุกอย่าง ตั้งแต่

- ติดตั้งระบบ ต่างๆ ไปถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่จะเข้ามาดูรายได้หรือรายการขายของร้านได้

- จัดจ้างและฝึกหัดพนักงาน

- กำหนดของที่จะขายภายในร้านและจัดซื้อ จัดหาของเข้าร้าน

- กำหนดโปรโมชั่นหรือรายการส่งเสริมการขายต่างๆ

- บริหารงานร้าน (แทนคุณ)

- กำไรจะแบ่งกันระหว่างคุณกับเจ้าของแฟรนไชน์ตามสัดส่วนที่เจ้าของแฟรนไชน์กำหนด

ถ้าเป็นอย่างที่ผมบอกข้างต้น ก็ง่ายใช่ไหมครับ ดีใช่ไหมครับ ผมก็ว่าดีครับ แต่ติดตรงสิ่งที่จะต้องมีหรือต้องเตรียมก่อนที่จะมีร้านนั้น ผมไม่มีเลย ไม่มีทุน ไม่มีทำเล ฯลฯ  ไปๆ มาๆ ก็ได้แค่ฝันกลางวัน

“ ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีพร้อมทุกอย่างที่เจ้าของแฟรนไชน์กำหนด

ดังนั้นการเปิดร้านประเภทนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ”

ทีนี้ลองมาดูวิธีของผมบ้างครับ ผมก็เป็นหนึ่งในคนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถจะมีร้านประเภทนี้ได้ ตามเหตุผลข้างต้น แต่ตอนนี้ผมได้เป็นเจ้าของร้านค้าประเภทนี้แล้วครับ แล้วก็มีหลายสาขาทั่วประเภทซะด้วย!! ผมทำอย่างไงหรือครับ

ผมทำธุรกิจเครือข่าย !!”

หลายคนคงถอนหายใจ อ่านตั้งนานนึกว่าจะบอกวิธี หรือมีอะไรดีๆ มาบอก ไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย ที่แท้ก็ทำ ขายตรง

เดี๋ยวครับ อย่าพึ่งผิดหวัง ฟังผมอธิบายก่อน

        ผมขอเปรียบเทียบให้เห็นว่า ทำไมทำธุรกิจเครือข่ายถึงเหมือนกับการเปิดร้านสะดวกซื้อ

  1. ร้านสะดวกซื้อ – คุณต้องซื้อแฟรนไชน์ก่อน (แพงมาก)

           ธุรกิจเครือข่าย – คุณต้องสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเป็นนักธุรกิจเครือข่าย (ถูกมาก ไม่พอใจขอเงินคืนได้ด้วย)การที่คุณสมัครเป็นนักธุรกิจ                    เท่ากับว่าคุณได้ซื้อแฟรนไชด์ของบริษัทนั้น

2.    ร้านสะดวกซื้อ – คุณต้องมีทำเลในการก่อสร้างร้าน ค่าก่อสร้าง ค่าตกแต่ง และอุปกรณ์ ภายในร้าน คุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย รายละเอียด        คุณภาพต้องเป็นตามที่เจ้าของแฟรนไชด์กำหนด ทำเลที่ตั้งร้านจะเช่าหรือเป็นของคุณเองก็ได้ (ถ้าเช่าคุณต้องรับผิดชอบค่าเช่าเอง)

       ธุรกิจเครือข่าย – บริษัทธุรกิจเครือข่ายจะดำเนินการเปิดร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งขยายสาขา เมื่อคุณสมัครเป็นนัก    ธุรกิจเครือข่าย คุณก็จะมี            ฐานะเป็นหุ้นส่วน กับบริษัท ดังนั้นคุณจะมีฐานะเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อของบริษัททุก ๆ สาขาด้วย

3.   ร้านสะดวกซื้อ – คุณต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้ง ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

       ธุรกิจเครือข่าย – บริษัทธุรกิจเครือข่าย เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย  และค่าเสียหายทั้งหมด

4.   ร้านสะดวกซื้อ – สินค้าที่วางขายในร้าน เจ้าของแฟรนไชด์จะเป็นผู้กำหนดและจัดหา ส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าที่เจ้าของแฟรนไชด์ผลิต บางอย่าง       ก็เป็นสินค้าฝากขาย ค่าใช้จ่ายในการซื้อของเข้าร้านคุณเป็นคนรับผิดชอบครับ

      ธุรกิจเครือข่าย – บริษัทธุรกิจเครือข่ายจะเป็นคนจัดหาและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง สินค้าก็เป็นสินค้าที่บริษัทธุรกิจเครือข่ายผลิต และสินค้า         ของพันธมิตร ธุรกิจที่มาเข้าร่วม

5.   ร้านสะดวกซื้อ – คุณไม่สามารถขยายสาขาได้ เนื่องจากค่าแฟรนด์ไชด์ ที่คุณจ่ายไป คุณสามารถเปิดได้เพียงสาขาเดียวเท่านั้น

      ธุรกิจเครือข่าย – บริษัทเจ้าของธุรกิจเครือข่ายจะดำเนินการเปิดสาขาเอง ในฐานะที่คุณเป็นสมัครเป็นนักธุรกิจเครือข่าย คุณก็มีฐานะเป็น               เจ้าของสาขาร้าน สะดวกซื้อที่เปิดทุกสาขาด้วย

6.   ร้านสะดวกซื้อ – กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ หรือพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งอาจจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชุมชนและยังอาจมีร้านอื่นๆ มา         แบ่งกลุ่มลูกค้าไปอีกด้วย ลูกค้าจรก็อาจจะมีบ้าง

      ธุรกิจเครือข่าย – กลุ่มลูกค้าก็คือสมาชิกในเครือข่ายของคุณ ที่คุณได้เชื้อเชิญมาเข้าร่วมเครือข่าย ดังนั้นไม่ว่าเครือข่ายของคุณจะไปซื้อ              สินค้าที่สาขาใดๆ  ยอดซื้อของทุกๆ คนในเครือข่าย จะเข้ามารวมเป็นยอดรวมของคุณ เพื่อนำมาคิดส่วนลดหรือเปอร์เซนต์ จ่ายเป็นผล                    ตอบแทนให้คุณและนักธุรกิจแต่ละคนใน เครือข่ายของคุณตามผลงาน

 

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ นะครับ ที่ผมนำมาเปรียบเทียบให้คุณเห็นว่า การเป็นนักธุรกิจเครือข่ายนั้น ในภาพรวมก็ไม่ต่างกับการเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อเลย เป็นอย่างนี้แล้ว

การเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อสักร้าน

ก็ไม่ไช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ใช่ไหมครับ”